กำเนิดของพระอวโลกิเตศวร
ตามหลักการของศาสนาพุทธนิกายมหายานนั้น บอกว่า พระอวโลกิเตศวร เป็นพระโพธิสัตว์ที่ตั้งสัจปฏิญาณว่าจะให้ความช่วยเหลือแก่สรรพสัตว์ในเวลาประสบความเดือดร้อน และท่านจะยังไม่มอมบรรลุถึงพุทธภาวะจนกว่าท่านจะได้ช่วยเหลือสรรพสัตว์ทุกคนทุกท่านในโลกได้เข้าสู่นิพพานแล้วทั้งหมด ในมหายานสูตรต่างๆในส่วนที่เกี่ยวกับพระอวโลกิเตศวร นั้นมีหลายสูตรด้วยกัน ตัวอย่างเช่น สัทธรรมปุณฑริกสูตร, การัณฑวยูหสูตร, ปรัชญาปารมิตาหรทยสูตร, มหากรุณาธารณีสูตร, อวโลกิเตศวรเอกาทศมุขสูตร, จุนทีธารณีสูตร เป็นต้น
สัทธรรมปุณฑริกสูตร (สูตรดอกบัว) ได้รับการยอมรับโดยทั่วไปว่าเป็นคำสอนในช่วงแรกๆที่กล่าวถึงพระอวโลกิเตศวร ทั้งนี้โดยปรากฎอยู่ในบทที่ 25 ของสูตรนี้ โดยได้กล่าวถึง สากลมหามรรคาอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์เอาไว้ ในบทนี้ทั้งบทพูดถึงพระอวโลกิเตศวรว่า เป็นพระโพธิสัตว์ที่มีกรุณาธิคุณเป็นอย่างมาก จะคอยฟังเสียงร่ำร้องของสรรพสัตว์และจะทำงานเพื่อช่วยเหลือผู้ที่เอ่ยนามของท่านอย่างไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อย ท่านมีกายนิมิตถึง 33 กาย รวมทั้งกายที่เป็นเพศหญิงด้วย ที่ท่านมีหลายกายเช่นนี้ก็ด้วยต้องการจะให้เป็นไปตามความคิดของมวลมนุษย์แต่ละคนละพวก สัทธรรมปุณฑริกสูตร มีข้อความทั้งที่เป็นร้อยแก้วและร้อยกรอง ข้อความจากพระสูตรนี้ได้ถูกแยกออกมาเป็นอีกสูตรหนึ่งต่างหาก เรียกว่า อวโลกิเตศวรสูตร และใช้สวดตามวัดวาอารามของฝ่ายมหายานต่างๆในภูมิภาคเอเชียตะวันออก
ในพุทธศาสนาตามรูปแบบของจีน มีการนิยมนับถือ พระอวโลกิเตศวรปาง 18 กร ซึ่งเรียกกันว่า จุนที กันมาก เป็นการนับถือที่สืบสานกันมาตั้งแต่ยุคพุทธศาสนาในตอนต้นๆของอินเดีย พระจุนทีนี้ อ้างว่าคือ จุนทีพุทธมารดา หรือ จุนทีภควตี จากความนิยมเรื่องจุนทีนี้เองจึงได้มีการแปล จุนทีธารณีสูตร จากภาษาสันสกฤตเป็นภาษาจีนในระหว่างปลายคริสต์ศตวรรษที่ 7 ถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 8 ในช่วงปลายของจักรวรรติจีน พระสูตรแปลเรื่องนี้ก็ยังเป็นที่นิยมในหมู่ของประชาชนชาวจีน ซึ่งปราชญ์ตะวันตกชื่อRobert Gimello ก็ได้ตั้งข้อสังเกตว่า พวกที่นิยมจุนทีธารณีสูตรและปฏิบัติตามหลักจุนทีมีทั้งราษฎรธรรมดาและพวกขุนนาง
ในนิกายเทียนไต (Tiantai school) ระบุว่า พระอวโลกิเตศวรมีอยู่ 6 ร่างด้วยกัน และแต่ละร่างของท่านก็มีคุณสมบัติเป็นไปตามความเหมาะสมที่ท่านจะใช้ฝันฝ่าอุปสรรคเข้าไปโปรดสรรพสัตว์ในภพภูมิทั้ง 6 คือ นรกภูมิ, เปรตภูมิ, ดิรัจฉานภูมิ, มนุษยภูมิ, อสุรภูมิ และเทวภูมิ คุณสมบัติดังกล่าวได้แก่ 1.ความกรุณาอันยิ่งใหญ่ 2.ความเมตตาอันยิ่งใหญ่ 3.ความกล้าหาญดุจราชสีห์ 4.ความมีแสงสว่างอันเป็นสากล 5.ความเป็นผู้นำของเทวดาและมนุษย์ และ 6.ความเป็นพราหมณ์ผู้เป็นสยัมภูผู้ยิ่งใหญ่
ในทิเบตโบราณ พระอวโลกิเตศวร มีที่มาจาก 2 แหล่งด้วยกัน แหล่งที่ 1 คือความเชื่อว่าในกัปก่อนมีพระภิกษุรูปหนึ่งมีความกรุณาต่อสรรพสัตว์มากและเมื่อมาถึงกัปปัจจุบันพระรูปนี้ได้อวตารลงมาเป็นพระอวโลกิเตศวร แหล่งที่มาประการที่ 2 คือความเชื่อว่า พระอวโลกิเตศวรเป็นองค์อวตารของผู้มีความกรุณาอันยิ่งใหญ่ เป็นพระโพธิสัตว์ที่เป็นเทวดาอวตารลงมาเกิดเป็นมนุษย์เพื่อทำหน้าที่นำความเข้าใจอันดีเกี่ยวกับพระอวโลกิเตศวรมาบอกกล่าวแก่มวลมนุษย์
พระอวโลกิเตศวรของทิเบตมีปางต่างๆ 7 ปาง คือ
1.อโมฆปาสะ แปลว่า ปางผู้มีบ่วงไม่ว่างเปล่า
2. วรสหัสรภุชโลจนะ หรือ สหัสภุชสหัสเนตร แปลว่า ปางผู้มีพันหัตถ์ และพันเนตร
3.หยะครีวะ แปลว่า ปาง ผู้มีเศียรเป็นม้า
4.เอกาทสทุกขะ แปลว่า ปางผู้มี 16 พักตร์
5. จุนที แปลว่า ปางผู้เป็นเทพธิดานามว่าจุนที
6. จินตามณีจักระ แปลว่า ปางผู้มีจินตามณีจักร
7.อารยโลกิเตศวร แปลว่า ปางผู้เป็นใหญ่ผู้ประประเสริฐที่คอยสอดส่องดูแลโลก
แม้ว่าพุทธศาสนิกชนของฝ่ายหีนยานหรือฝ่ายเถรวาท จะมิได้ให้ความเคารพนับถือพระโพธิสัตว์องค์ใดองค์หนึ่งของฝ่ายมหายาน แต่ก็ปรากฏว่า พระอวโลกิเตศวรได้รับความเคารพบูชาในหมู่ชาวพุทธในพม่า โดยเรียกท่านว่า พระโลกนาถ ส่วนในประเทศไทยก็มีผู้นับถือท่านในหมู่ศาสนิกชนไทยฝ่ายมหายานตามวัดจีนและวัดญวนโดยเรียกท่านว่า โลเกศวร บ้าง เรียกว่าพระโลกนาถ บ้าง
พวกปราชญ์ฝ่ายตะวันตกยังตกลงกันไม่ได้ว่าอะไรคือต้นกำเนิดของความเชื่อในเรื่องพระอวโลกิเตศวร บางพวกบอกว่า เรื่องพระอวโลกิเตศวรและพระโพธิสัตว์ผู้มึคุณสมบัติพิเศษเหนือมนุษย์เหล่านี้ พวกนับถือพุทธศาสนานิกายมหายานยืมมาจากความเชื่อเรื่องเทพเจ้าของชาวฮินดู โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือเรื่อง เทพเจ้าพระนามว่า พระอิศวร หรือพระวิษณุนั่นเอง
ข้างนักปราญช์ชาวญี่ปุนชื่อ Shu Hikosaka ได้ศึกษาคัมภีร์พุทธศาสนาที่เป็นภาษาทมิฬโบราณของประเทศอินเดียตอนใต้ และก็ทำการสำรวจไปพร้อมๆกันนั้นด้วย ได้ตั้งเป็นข้อสมมติฐานว่า ภูเขาโบราณที่ชื่อ โปตลกะ (Potalaka) อันเป็นที่พำนักของพระอวโลกิเตศวรตามที่ระบุในคัมภีร์คันทวยุหสูตร และในบันทึกของหลวงจีน Zuangzang นั้น ที่จริงแล้วก็คือภูเขา โปติไก หรือ โปติยิล Potiyil หรือ Potalaka ซึ่งปัจจุบันตั้งอยู่ที่ Ambasamudram ในตำบล Tirunelvedi ของรัฐทมิฬนาฑู นักปราชญ์ญี่ปุ่นท่านนี้ก็ยังกล่าวด้วยว่า ภูขา Potiyil หรือ Potalaka ภูเขา นี้ปัจจุบันเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของประชาชนในแถบภาคใต้ของอินเดียตั้งแต่ครั้งโบราณมาจนถึงปัจจุบัน เมื่อตอนที่พุทธศาสนาเผยแผ่เข้าไปสู่ดินแดนในแถบนี้ในสมัยของพระเจ้าอโศกมหาราชในช่วงคริสต์ศตวรรษที่สามก่อนคริสตกาลนั้น ภูเขาที่ว่านี้ก็ได้กลายเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์สำหรับชาวพุทธซึ่งกลายเป็นคนส่วนใหญ่ของดินแดนแถบนี้และที่นี่ก็ยังมีพระภิกษุสงฆ์เป็นจำนวนมากมาพำนักจำพรรษาอยู่ด้วย แต่คนในท้องถิ่นนเดิมที่ยังนับถือศาสนาฮินดูก็ยังมีอยู่ที่นี่อยู่ต่อไป ต่อมาก็จึงเกิดการผสมผสานความเชื่อระหว่างศาสนาพุทธและศาสนาฮินดู เข้าด้วยกัน จนเกิดเป็นเรื่องราวของพระอวโลกิเตศวรขึ้นมา
ในพุทธศาสนานิกานเถรวาท พระนามหนึ่งของพระพุทธเจ้า คือ โลกนาถ ซึ่งแปลว่า ผู้เป็นที่พึ่งของโลก ก็เป็นไปได้ว่าเป็นการพัฒนามาจากแนวความคิดในเรื่องพระพรหม พระวิษณุ และพระศิวะ เพราะทั้งสามองค์ก็ได้ชื่อว่าโลกนาถเหมือนกัน ในแถบอินโดจีน ก็มีรูปของพระอวโลกิเตศวรที่มีรูปร่างเป็นเพศชายอยู่ตามที่ต่างๆ เช่น ที่นครวัตของกัมพูชา เป็นต้น